คดีแม่ใช้ไขควงแทงคอลูกสาวเสียชีวิตตำรวจยืนยันกับไม่ผิดตัว

              จากกรณีที่มีคดีหญิงสาวคนหนึ่งอายุ 29 ปีถูกคนร้ายเข้ามาชิงทรัพย์ในบ้านและใช้ไขควงแทงไปที่ลำคอและลำตัวของหญิงสาวคนดังกล่าวจำนวน 4 แผลด้วยกันทำให้หญิงสาวคนดังกล่าวนั้นเสียชีวิตภายในบ้านพักของตนเองซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ที่ก่อเหตุฆ่าหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นแม่ของเธอเองโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมแม่ของผู้เสียชีวิตนั้นไปทำการสอบสวน

ซึ่งก่อนหน้านั้นทางญาติของผู้เสียชีวิตที่เป็นญาติพี่น้องของแม่ของผู้เสียชีวิตรวมถึงชาวบ้านต่างก็ไม่มีใครพากันเชื่อว่าแม่ของผู้เสียชีวิตนั้นจะเป็นคนฆ่าลูกของตนเองเพราะถึงแม้ว่าแม่ลูกคู่นี้จะมีการทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่น่าจะถึงกับที่จะต้องฆ่าแกงลูกตัวเองอย่างแน่นอน

ซึ่งในที่สุดแล้ว ผู้ต้องสงสัย นั่นก็คือนางประทีปได้มีการประกันตัวเองออกไปเพื่อต่อสู้คดีและเมื่อเธอมีการประกันตัวออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอก็มีการร้องผ่านสื่อมวลชนขอความเป็นธรรมว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นจับผิดตัวตัวตัวเองยืนยันได้ว่าเธอไม่ได้มีการฆ่าลูกสาวของเธออย่างแน่นอนซึ่งภายหลังจากที่มีข่าวเรื่องใหญ่โตเกี่ยวกับเรื่องที่นางประธีปออกมาเรียกร้อง

ขอความเป็นธรรมให้กับตนเองนั้นทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการนำหลักฐาน ออกมาแสดงให้กับสื่อมวลชนและคนอื่นๆดูถึงเป็นเหตุที่ต่างประเทศนั้นฆ่าลูกสาวของตนเองโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถหาหลักฐานและมัดตัวนางประธีปได้อย่างแน่นอนไม่ได้มีการจับแพะแต่อย่างใด โดยปมเหตุที่นางประทีปต้องลงมือฆ่าลูกสาวของตนเองนั้นเกิดมาจากเรื่องของการทะเลาะวิวาทกัน 2 เรื่อง

โดยเริ่มแรกนั้นเกี่ยวกับเงินที่ระบุว่ามีเงินหายไปจำนวน 2,000 บาทส่วนเรื่องที่ 2 นั้นเป็นเรื่องของมรดกซึ่งลูกสาวของนางประธีปนั้นได้รับมรดกมาจากพ่อ โดยได้รับมรดกเป็นที่ดินซึ่งนางประทีปนั้นต้องการที่จะให้ลูกสาวขายที่ดินดังกล่าวเพื่อเอาเงินมาใช้แต่ทางด้านลูกสาวของนางประทีปนั้นปฏิเสธ

ที่จะขายที่ดินดังกล่าวเซ็นให้ทั้งคู่มักจะทะเลาะกันเรื่องนี้อยู่เป็นประจำและในที่สุดวันเกิดเหตุทั้งคู่ก็ทะเลาะกันเรื่องสองเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งจนทำให้นางประทีปเกิดความไม่พอใจและครั้งมือใช้ไขควงแทงคอของลูกสาวจนถึงแก่ความตายหลังจากนั้นนางประทีปก็ได้มีการจัดฉากเหมือนกับว่ามีขโมยเข้ามาในบ้านและทำต้นทรัพย์สินไปและทำเหมือนว่าลูกสาวนั้นมาเจอกับขโมยพอดีทำให้ขโมยนั้นลงมือก่อเหตุฆ่าลูกสาวของเขา

 

สนับสนุนโดย  bk8

แม่ค้ากาแฟเครียดหนักเพราะขายของไม่ดี

แม่ค้ากาแฟเครียดหนักเพราะขายของไม่ดี ไม่มีเงินใช้หนี้ ถูกทวงหนี้จนอยากฆ่าตัวตายปีนป้ายเหล็กหวังจบชีวิตตัวเอง

          เมื่อเวลาประมาณ 6:00 นของวันที่ 2 เดือนมิถุนายนปีพศ 2563 ที่บริเวณหน้าสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ได้มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อมีแม่ค้าขายกาแฟสูงอายุคนหนึ่งทำการปีนขึ้นไปบนโครงเหล็กซึ่งเป็นป้ายบอกทางหวังที่จะกระโดดลงมาฆ่าตัวตายสร้างความตกใจให้กับประชาชนที่ไปใช้บริการตรงบริเวณสถานีหมอชิตกัน

เป็นจำนวนมากทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่าพบเห็นสาวใหญ่คนหนึ่งมีอาการร้องไห้ฟูมฟายและกำลังปีนขึ้นไปบนโครงเหล็กป้ายบอกทางซึ่งคนที่เหตุการณ์คาดว่าสาวใหญ่คนดังกล่าวนั้นหวังจะเป็นขึ้นไปแล้วกระโดดลงมาฆ่าตัวตายซึ่งระหว่างที่ปีนั้นเธอก็ยังคงร้องไห้อยู่ตลอดเวลาด้วยโครงเหล็กดังกล่าวนั้นมีความสูงมากกว่า 10 เมตรด้วยกันหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุ

ก็ต่างพากันเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุและพยายามที่จะช่วยกันพูดจาหว่านล้อมให้หญิงสาวคนดังกล่าวมีสติ และพยายามพูดโน้มน้าวให้หญิงคนดังกล่าวนั้นลงมาจากที่สูงซึ่งทางกู้ภัยและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยกันเรียกกล่อมอยู่นานกว่า 20 นาทีหญิงคนดังกล่าวจึงยอมที่จะลงมา

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ต้องขึ้นไปรับโดยนำกระเช้าโอนขึ้นไปแล้วนำตัวหญิงวัยกลางคน คนดังกล่าวลงมาได้อย่างปลอดภัยนั้นเองหลังจากที่ลงมาอยู่ข้างล่างแล้วก็มีการพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจนทราบว่าเธอชื่อนางสาวอรัญญาซึ่งขณะนี้เธอมีอายุอยู่ที่ 48 ปีแล้วโดยเธอมีอาชีพขายกาแฟตรงบริเวณหลังสถานีขนส่งหมอชิตใหม่นั่นเองแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้เกิดอาการเครียดจนต้องมาคิดสั้นฆ่าตัวตาย

ในครั้งนี้เนื่องมาจากว่าเธอมีหนี้สินเป็นจำนวนมากที่ไปกู้หนี้ยืมสินมาและในแต่ละวันเธอมักจะต้องถูกเจ้าหนี้ที่เธอไปยืมเงินมานั้นตามมาทวงเงินทุกวันเมื่อบ่อยครั้งเข้าทำให้เธอเกิดความเครียดเนื่องจากเธอไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ในที่สุดเธอก็เลยตัดสินใจจะจบปัญหาเรื่องหนี้สินของเธ

ด้วยการที่ปีนขึ้นไปบนโครงเหล็กกวางจะกระโดดลงมาฆ่าตัวตายสำหรับคนที่เห็นเหตุการณ์ก็ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกันว่ารู้จักแม่ค้าคนดังกล่าวเป็นอย่างดีซึ่งโดยปกติแล้วแม่ค้าคนนี้จะเป็นคนร่าเริงแจ่มใสอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ทราบมาว่าจะมีเจ้าหนี้เดินทางมาหาแม่ค้าคนนี้ทุกวัน

เพื่อทวงถามเรื่องของเงินที่ยืมไปอย่างไรก็ตามไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่านางสาวอนัญญานั้นจะมีความเครียดมากถึงขนาดที่จะต้องขึ้นโครงเหล็กไปกระโดดฆ่าตัวตายซึ่งทุกคนรู้สึกโล่งใจมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถช่วยเหลือเธอลงมาได้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน csgo

ฝ่าเคอร์ฟิวออกไปตกปลา เจอเจ้าหน้าที่ตำรวจกระโดดน้ำหนี ดับสลด

          ช่วงเวลาประมาณเที่ยงของวันที่ 28 เดือนพฤษภาคมพศ 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองพัทยาพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางทะเลได้พยายามตามหาร่างผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำบริเวณแถวสะพานท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮายซึ่งจากการพบศพของผู้เสียชีวิตนั้นไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายซึ่งสันนิษฐานจากศพว่าจมน้ำเสียชีวิต  จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้เสียชีวิตชื่อว่านายบุญถิ่นซึ่งภรรยาของผู้เสียชีวิตนั้น

ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าสามีของเธอนั้นเคยทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊กโดยทำงานอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่พัทยา ก่อนที่จะประสบกับปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรน่า ซึ่งหลังจากที่มีไวรัสกรุณาเข้ามาร้านอาหารก็ปิดตัวลงทำให้สามีของเธอนั้นต้องตกงานโดยตลอดระยะเวลา 2 เดือนนั้น

ไม่สามารถหางานใหม่ทำได้เลยหลังจากที่รัฐบาลได้มีการประกาศขยายเวลาคือฟิวส์สามีของเธอนั้นก็ออกหาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลาแต่เนื่องจากเวลาเคอร์ฟิวนั้นเป็นช่วงเวลา 23:00 น 4:00 น. แต่สามีของเธอนั้นจะออกมาตกปลากันแต่ช่วงเวลาประมาณ 03:00 น. ทำให้ในวันดังกล่าวนั้นระหว่างที่สามีของเธอออกมาตกปลาพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพอดีเป็นเกรงว่าจะมีความผิดที่อยู่ข้างนอกบ้านในช่วงเวลาเคอร์ฟิวสามีของเธอจึงได้กระโดดน้ำหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่อาจจะเกิดปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นอาจจะเป็นตะคริวจึงให้เกิดเหตุเศร้าสลดในครั้งนี้ขึ้นโดยภรรยาของผู้เสียชีวิตยังบอกอีกด้วยว่าในวันที่เกิดเหตุนั้นเธอเห็นว่า 7:00 นแล้วแต่สามีของเธอนะยังไม่กลับบ้านสักทีซึ่งปกติแล้วสามีของเธอจะต้องกลับมาบ้านช่วงเวลาประมาณสัก 05:00 น.ถึง 6:00 น

ด้วยความที่เธอเป็นห่วงสามีจึงได้เดินออกไปตามหาสามีบริเวณที่สามีเคยตกปลาอยู่เป็นประจำแต่เธอเจอแค่รองเท้าสามีของเธอวางอยู่ตรงบริเวณโป๊ะเรือเท่านั้น  เธอจะได้เดินทางไปสอบถามกับพนักงานที่ทำงานอยู่ตรงบริเวณท่าเรือซึ่งเขาบอกว่าเขาเห็นสามีของเธอกระโดดน้ำหนีตำรวจหลัง

จากนั้นก็ว่ายน้ำแอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมาตรวจ เธอไม่ได้คิดอะไรคิดว่าสามีของเธอนั้นน่าจะเดินทางกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วเธอจะได้กลับไปรอสามีที่บ้านอีกรอบนึงแต่หลังจากเธอกลับถึงบ้านไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจก็โทรมาบอกเธอว่าพบกระเป๋าของสามีของเธอลอยน้ำอยู่รวมถึงมีร่างของสามีของเธอลอยอยู่ในน้ำทำให้ทราบว่าสามีของเธอนั้นเสียชีวิตแล้ว

       เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะว่าชายที่เสียชีวิตนั้นต้องการหาปลาไปขายเพื่อนำเงินมาเลี้ยงครอบครัวแต่บังเอิญว่าออกไปหาปลาในช่วงเวลาที่เคอร์ฟิว จึงทำให้กลัวเจ้าหน้าที่จะจับกุมจำเป็นต้องกระโดดน้ำหนีเลยทำให้เสียชีวิตดังกล่าวซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเพราะว่าถ้าเกิดเขาเลือกได้เขาคงไม่ออกมาตกปลาตั้งแต่ช่วงเวลา 03:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่คนฉันยังนอนหลับพักผ่อนกันอยู่แต่เนื่องจากเลิกไม่ได้เลยต้องออกมาหาเพื่อที่จะได้มีเงินมาเลี้ยงครอบครัวนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน จ่ายจริง

ชายไทยกลับจากต่างประเทศโพตส์แชร์ความประทับใจ

ชายไทยกลับจากต่างประเทศโพตส์แชร์ความประทับใจประเทศไทยกักตัว 14 วัน ดูแลอย่างดี

         ผ่านมาหลายเดือนแล้วกับการที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 ซึ่งหลายคนก็พยายามปรับตัวได้เป็นอย่างดีจนผลที่ออกมาในตอนนี้เป็นที่น่าพอใจว่าจำนวนผู้ติดเชื้อนั้นมีลดลงและสามารถควบคุมตัวผู้ติดเชื้อไม่ให้มีมากขึ้นหากไม่มีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วอย่างไรก็ดีปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาล

จะมีการผ่อนปรนให้ประชาชนออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติทุกคนก็ยังต้องมีการรักษากฎระเบียบของรัฐบาลที่มีการออกมาควบคุมไว้ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างระหว่างกันซึ่งแต่ละคนก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติปัจจุบันทางรัฐบาลเริ่มมีการปลดล็อค

ที่มีการห้ามการเดินทางระหว่างประเทศตอนนี้ก็เริ่มเปิดให้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศสามารถเดินทางเข้ามาที่ประเทศไทยได้แล้วและขั้นตอนการดูแลเพื่อไม่ให้คนต่างประเทศนำเชื้อโรคกับมาให้กับคนไทยเพิ่มมากขึ้นดังนั้นขั้นตอนนี้จึงมีขั้นตอนการปรับตัวก่อนที่จะมีการปล่อยตัวให้กับบ้าน

ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศมาเลเซียได้มีการมาโพสต์ Facebook เพื่อแชร์ประสบการณ์ที่เขาได้เจอในขณะที่เดินทางกลับมาจากประเทศมาเลเซียแล้วก็มาถูกกักตัวที่ประเทศไทยซึ่งเขาบอกได้เลยว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของไทยนั้นได้มาตรฐานและรัดกุมและเค้ารู้สึกเป็นขั้นเป็นตอนดีรวมถึงความรู้สึกที่เขาภูมิใจมาก

ที่ได้เกิดมาในประเทศไทยและภูมิใจที่ประเทศไทยนั้นดูแลประชาชนของตนเองเป็นอย่างดีหากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้วซึ่งเขาได้มีการโพสต์เปรียบเทียบตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ต่างประเทศตอนที่ต้องถูกกักตัวและไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้นั้นขนาดนั้นเขาอยู่ที่ต่างประเทศเป็นระยะเวลานานถึง 3 เดือนด้วยกันซึ่งสิ่งที่เขาอยู่ได้ก็คืออยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆติดทะเลถึงแม้เขาจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แต่มันก็ดูน่าเบื่อจนเกินไปจนในที่สุดเขาก็สามารถทำเรื่องขอกลับมาประเทศไทยได้ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่าระหว่างเจ้าหน้าที่สนามบินของประเทศมาเลเซียนั้นไม่ได้มีการป้องกันเชื้อโรคใดๆเลยแม้แต่หน้ากากอนามัยก็ไม่ใส่ในขณะที่กลับมาถึงเมืองไทยนั้นเจ้าหน้าที่ของเมืองไทยมีการใส่ควบคุมเชื้อโรคอย่างดี

ตั้งแต่หัวจดเท้ารวมถึงมีการแยกตึกกล่องและให้นี่นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเว้นระยะห่างระหว่างกันเป็นอย่างดีรวมถึงมีคอยเจ้าหน้าที่คอยให้ความดูแลแนะนำและพาไปส่งยังจุดต่างๆจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เขาได้เข้าไปห้องพักที่มีการเตรียมการเอาไว้ให้สำหรับการกักตัวนักท่องเที่ยว

ที่เดินทางจากต่างประเทศ 14 วันนั้นเรารู้สึกประทับใจตลอดตั้งแต่เข้ามาสู่สนามบินสุวรรณภูมิจนถึงขั้นตอนออกจากสนามบินและเข้าที่พักในการปรับตัวเขาบอกได้เลยว่าประเทศที่เขาจะออกมานั้นไม่มีใครดูแลประชาชนของตนเองได้ดีเท่ากับประเทศนี้แน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไม่ผ่านเอเย่นต์